แอสตาแซนธิน (Astaxanthin)
หลายท่านคงเริ่มจะคุ้นหูกันมากขึ้นกับกระแสนิยมรับประทาน "สาหร่ายแดง" ในปัจจุบัน แต่เชื่อว่าหลายคนคงยังไม่รู้ว่า "แอสต้าแทนซิน" คืออะไรแน่นอน
นักวิจัยได้ค้นพบสารต้านอนุมูลอิสระอันโดดเด่น และทรงประสิทธิภาพ สกัดจากสาหร่ายสีแดง ที่พบเฉพาะในโขดหินบริเวณหมู่เกาะสต็อกโฮล์มของสวีเดนเท่านั้น สาหร่ายสีแดงนี้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ "Astaxanthin" ที่ช่วยปกป้องตัวเองจากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระจากรังสียูวีในแสงแดด รวมถึงความเค็มของน้ำทะเลที่ชะล้าง โดยการเปลี่ยนสีตัวเองจากสีเขียวเป็นสีแดง เพื่อให้ตัวเองดำรงค์อยู่ได้ และจากผลการวิจัยพบว่า แอสต้าแซนธินนั้น มีคุณสมบัติที่มีประสิทธิภาพเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าสารต้านอนุมูลอิสระทั่วไป
อนุมูลอิสระคืออะไร
สารสนิมแก่ ก็คือ Oxidant , Free Radical หรือที่เราเรียกสวยๆ ว่า “ อนุมูลอิสระ ” ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อาหารการกินที่ไขมันมาก จะให้พลังงานสูง ร่างกายต้องเผาผลาญมาก เกิด Free Radical หรือ อนุมูลอิสระเยอะ เป็นต้น
คำถามคือ แล้วอะไรล่ะ ? ที่จะมาช่วย กำจัด หรือต่อต้าน สารสนิมแก่ ให้คนเราเสื่อมช้าลง แก่น้อยลง ดูอ่อนวัยยาวนานขึ้น .... คำตอบก็คือ สารต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง
“อนุมูลอิสระ(free radical)”
สร้างขึ้นจากกระบวนการปกติในร่างกาย อาทิเช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การผลิตพลังงาน รวมทั้งปัจจัยภายนอกบางอย่างเช่นความเครียด รังสียูวี มลภาวะ ควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ อนุมูลอิสระนั้นไม่สมบูรณ์และมีแนวโน้มที่จะขโมยความสมบูรณ์มาจากเซลล์ที่แข็งแรงในร่างกายเพื่อที่จะทำให้ตัวเองสมบูรณ์และก็จะวนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ การเกิดริ้วรอยก่อนวัยและโรคภัยไข้เจ็บขึ้น ดังนั้น “สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant)” จึงเข้ามามีบทบาทในด้านความงามและการป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น มีงานวิจัยมากมายบ่งชี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคโดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับอาหาร เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง (เช่น อัลไซเมอร์) เป็นต้น รวมทั้งช่วยชะลอกระบวนการบางขั้นตอนที่ทำให้เกิดความแก่ และช่วยปกป้องความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อได้ อีกด้วย
ริ้วรอยก่อนวัยเป็นผลมาจากอนุมูลอิสระซึ่งมีความไม่เสถียร โดยสร้างขึ้นโดยกระบวนการปกติในร่างกายเช่นเดียวกัน
อนุมูลอิสระนั้นไม่สมบูรณ์และมีแนวโน้มที่จะขโมยความสมบูรณ์มาจากโมเลกุลอื่นในร่างกายเพื่อที่จะทำให้ตัวเองมีเสถียรภาพ เมื่ออนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่แข็งแรงในร่างกาย ก็จะทำให้โมเลกุลที่แข็งแรงกลายเป็นอนุมูลอิสระ และก็จะไปไล่ขโมยความสมบูรณ์ต่อ เรียกว่าปฏิกิริยาลูกโซ่ของการเกิดอนุมูลอิสระ และนี่เอง คือสาเหตุหลักของความเสียหายของเซลล์ การเกิดริ้วรอยก่อนวัยและโรคภัยไข้เจ็บ อาทิเช่น โรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ มะเร็ง รวมถึงความเสื่อมทั้งมวลในร่างกาย ฯลฯ
แต่ข่าวดีก็คือร่างกายของเราถูกออกแบบมาเพื่อต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ได้โดยใช้เอนไซม์บางชนิดและสารต้านอนุมูลอิสระ โดยสารต้านอนุมูลอิสระทำหน้าที่เป็นสารดักจับอนุมูลอิสระ ช่วยหยุดความเสียหายจากการขโมยนั่นเอง
สารที่ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสะ ( Anti-Oxidant ) ที่แรงที่สุดในปัจจุบัน คือ สารชนิดใด ?
สารสกัดจากชาเชียว EGCG (Green Tea Extract) และ OPCs จากเมล็ดองุ่นนั้น มีฤทธิ์ต้านแก่ได้ดีที่สุดในโลก แต่ล่าสุดมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างแล้ว นั่นคือ สารที่มีชื่อว่า แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เพราะเป็นสารที่มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่า วิตามิน ซี 6,000 เท่า, CoQ10 800 เท่า, วิตามิน อี 550 เท่า, Green tea catechins 550 เท่า, Alpha lipoic acid 75 เท่า, เบต้า แคโรทีน 40 เท่า และ สารสกัดจากเมล็ดองุ่น 17 เท่าตามลำดับ *
เนื่องด้วยสูตรโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของ แอสตาแซนธิน ในการปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งแตกต่างกับ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และ สารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ที่แค่ช่วยปกป้องแค่ภายในหรือภายนอกของเยื่อหุ้มเซลล์ พบว่า แอสตาแซนธิน มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ได้ทั้งภายในและภายนอก ดังนั้น จึงเหมือนกับว่าแอสตาแซนตินสามารถปกป้องเซลล์ได้ครอบคลุมมากกว่านั่นเอง

ประโยชน์ของแอสตาแซนธิน
แอสตาแซนธิน Astaxanthin
ตารางวัดค่า ORAC : วัดประสิทธิภาพการต่อต้านอนุมูลอิสระ
เราจะเห็นได้ว่า สาร Astaxanthin นั้น ออกฤทธิ์แรงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับไลโคปีน วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน
มีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ทำการศึกษาประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระ แอสต้าแซนธิน (Astaxanthin) มีความสามารถ ในการต้านอนุมูลอิสระ ได้แรงกว่า วิตามินซี 6000 เท่า, ดีกว่า CoQ10 800 เท่า, ดีกว่า วิตามินอี 550 เท่า, ดีกว่าชาเขียว 550 เท่า ดีกว่า Alpha lipoic acid 75 เท่า, ดีกว่า เบต้า แคโรทีน 40 เท่า, และดีกว่าสารสกัดจากเมล้อดองุ่น 17 เท่า จนได้รับสมญาณนามว่า
"The Natural Powerful antioxidant known in The World"
นั่นหมายความว่า แอสตาแซนธิน 1 มิลลิกรัม จะมีค่าเท่ากับ Vitamin C หรือ Ascorbic Acid เท่ากับ 6000 มิลลิกรัม
( กราฟแท่งยิ่งสูง แปลว่า สารนั้นๆยิ่งต้านเสื่อม ต้านแก่ ได้มาก)
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแอสตาแซนตินมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ มีประโยชน์ในการดักจับอนุมูลอิสระจากร่างกาย
อนุมูลอิสระเป็นอะตอมที่ไม่เสถียรซึ่งมีอิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยวพร้อมที่จะขโมยอิเลคตรอนจากอะตอมอื่น เมื่ออนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับโมเลกุลที่มีความเสถียร จะทำให้กลายเป็นอนุมูลอิสระและเกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ของการเกิดอนุมูลอิสระ นักวิทยาศาสตร์หลายท่านเชื่อว่า สาเหตุของการเกิดการชรา เกิดมาจาก การที่เซลล์ถูกทำลาย โดยการที่ไม่สามารถ ควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่ของอนุมูลอิสระนี้ได้
แอสตาแซนตินมีสูตรโครงสร้างโมเลกุลที่เป็นเอกลักษณ์จึงทำให้มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่เหนือกว่า
ประโยชน์เมื่อทานแอสต้าแซนธินเป็นประจำ
ชะลอความชรา ลดรอยเหี่ยวย่น
ริ้วรอย คือ เส้นเล็ก หรือ รอยพับย่น ที่ปรากฎขึ้นบนผิวหนัง เป็นผลสืบเนื่องจาก ผิวหนังชั้นในสุดถูกทำลาย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความชรา ซึ่ง ความชราก็เป็นกระบวนการที่ต้องเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน ผิวหนังแก่และเสื่อมลงทุกนาที ในความเป็นจริงแล้วผิวหนังจะใช้เวลาในการสร้างเซลล์ผิวใหม่เพื่อทดแทนเซลล์ผิวที่ตายแล้วราวๆ 4 สัปดาห์ แต่พบว่ามีหลายๆ ปัจจัยที่เร่งขบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวให้เกิดเร็วขึ้นกว่านั้น อันได้แก่ รังสียูวี มลพิษทางอากาศ การสูบบุหรี่ อาหาร และระดับความเครียด ฯลฯ
รังสียูวี ที่ส่งผลกระทบต่อผิวหนังนั้น แบ่งเป็น 2 ชนิดตามลักษณะของคลื่นแสง ได้แก่ รังสียูวีเอ และ รังสียูวีบี
รังสียูวีบี จะมีความยาวคลื่นที่สั้นกว่ารังสียูวีเอ จึงก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังชั้นนอก เป็นสาเหตุหลักของแสงแดดเผาไหม้ และกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ส่วนรังสียูวีเอจะแทรกซึมได้ลึกกว่าและรุนแรงกว่า ดังนั้นจึงส่งผลเสียแก่เส้นใยคอลลาเจนบริเวณผิวหนังชั้นใน นำไปสู่การเกิดริ้วรอยตามมา
แอสตาแซนตินจะดักจับอนุมูลอิสระที่ผลิตออกมาขณะที่มีการสัมผัสแสงแดด จึงทำให้ผิวหนังสามารถเกิดกระบวนการสร้างใหม่ได้อย่างสมบูรณ์และเหมาะสมมากขึ้น และจากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแอสตาแซนตินสามารถลดริ้วรอยและเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวหนังได้
กลไกการทำงานของแอสตาแซนตินพิสูจน์แล้วว่าช่วยป้องกันเซลล์จากการเกิดการแก่ก่อนวัย และการถูกทำลาย ดังนั้น ผลประโยชน์ที่ทราบในปัจจุบันได้แก่ บำรุงสุขภาพผิว เพิ่มความแข็งแรงของการทำงานของกล้ามเนื้อ และ เพิ่มความทนทาน ช่วยลดอาการของภาวะธาตุพิการ (อาหารไม่ย่อย) ช่วยในการมองเห็น
ฟื้นฟูสภาพผิว
แอสตาแซนตินมีความสำคัญในการช่วยคงความสดใสและดูมีสุขภาพดีของผิวหนัง อาหารที่ไร้ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุ รวมถึง มลภาวะ การสูบบุหรี่ และรังสียูวี ส่งผลให้ผิวหนังของเราหม่นหมองและไร้ชีวิตชีวา แอสตาแซนตินปกป้องผิวหนังจากการเข้าทำร้ายของอนุมูลอิสระ ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวหลังจากการโดนแสงแดด และ รังสียูวีเอ ยูวีบีแผดเผาอีกด้วย พบว่า รังสียูวี และมลพิษทางอากาศ จะดึงเอาสารอาหารที่จำเป็นต่อการใช้เป็นเกราะกำบังของผิวหนัง ผลที่ตามมาคือ ผิวหนังจะเริ่มแห้งและไร้สุขภาพดูหมองคล้ำ แอสตาแซนตินจะออกฤทธิ์ช่วยให้ผิวหนังที่แห้งคล้ำกลับมีความชุ่มชื้น เพิ่มน้ำและความยืดหยุ่น มอบน้ำมันธรรมชาติแก่ผิว และช่วยให้เกิดความสมดุลของเกราะกำบังผิว
ปกป้องเซลล์ในร่างกาย ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ
เช่น โรคเบาหวาน เป็น สภาวะความผิดปกติที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีสาเหตุมากจากการทำงานผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน (สร้างจากตับอ่อน) ซึ่งมีหน้าที่ในการเก็บน้ำตาลกลับไปไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ ส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงตามมา
มีผลการศึกษาพบว่า อนุมูลอิสระที่เหนี่ยวนำ มาจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั้น เป็นส่วนหนึ่ง ในการส่งผลให้มีการดำเนินของโรคและอาการแทรกซ้อน จากโรคเบาหวานขึ้น ได้แก่ ตาบอด ไตวาย ถูกตัดแขนหรือขา
ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่เสี่ยงกับการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ แอสตาแซนตินก็สามารถป้องกันเซลล์ตับอ่อนจากการทำลายได้ มีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แอสตาแซนติน ลดการดำเนินของโรค โดยชะลอความเป็นพิษของน้ำตาลกลูโคสและการทำลายไต
ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดวงตา
ความเมื่อยล้าของดวงตาเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน เมื่อเราใช้สายตาเพ่งกับงานที่มีความละเอียดสูงเช่น การอ่านหนังสือ, การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ กล้ามเนื้อตาชั้นในจะหดตัวมากขึ้นเป็นสาเหตุให้ระคายเคืองดวงตา ตาแห้ง และไม่สบายตา
ผลการศึกษาพบว่า แอสตาแซนตินมีผลดีในการลดความเมื่อยล้าของดวงตา
แอสตาแซนตินลดความเมื่อยล้าของดวงตาและช่วยปรับโฟกัสของดวงตาได้อย่างไร? แอสตาแซนตินต่อต้านการทำลายของอนุมูลอิสระ เนื่องจาก มีคุณสมบัติละลายในไขมันจึงสามารถซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยื่อหุ้มเซลล์สองชั้นที่กล้ามเนื้อตา แอสตาแซนตินช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่เส้นเลือดฝอยที่มาเลี้ยงจอตา กล่าวคือ เลือดจึงสามารถมาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ปรับย่อขยายเลนส์ตาได้ดีขึ้น
หากเรามีการเพ่งที่หนังสือ หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน กล้ามเนื้อดังกล่าวเกิดการหดตัวมากขึ้น ผลที่ตามมาคือการปรับภาพแย่ลง
ดังนั้น แอสตาแซนตินจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดวงตาทำให้การปรับภาพชัดเจนขึ้นและช่วยลดความเมื่อยล้าจากการหดตัวของกล้ามเนื้อดังกล่าวอีกด้วย
ช่วยเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ
ในปี 1998 Malmsten (สถาบัน Karolinska, ประเทศสวีเดน) ทำศึกษาแบบสุ่มและปกปิดทั้งสองฝ่าย ร่วมกับการใช้ยาหลอกในผู้ชายสุขภาพดี ซึ่งได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอสตาแซนธินขนาด 4 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 6 เดือน การทดสอบการออกกำลังกายแบบมาตรฐานแสดงให้เห็นว่า ค่าเฉลี่ยแล้วจำนวนครั้งของการย่อเข่าเพิ่มขึ้น เฉพาะกลุ่มทดลองที่ได้รับแอสตาแซนธินเป็นเวลา 3 เดือน และเมื่อได้รับเป็นเวลา 6 เดือนกลุ่มทดลองจะสามารถย่อเข่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การค้นพบนี้แสดงว่าแอสตาแซนธินช่วยเพิ่มระดับความทนทานของร่างกายได้นั่นเอง
นอกจากนี้ Sawaki และคณะ(2002) แห่งมหาวิทยาลัยจุนเทนโด ประเทศญี่ปุ่น ทำการวิจัยนักกรีฑาประเภทลู่วิ่ง 1200 เมตร ซึ่งได้รับแอสตาแซนธิน 6 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่าร่างกายของนักกีฬามีกรดแลคติกน้อยลง เมื่อร่างกายทำกิจกรรมที่ต้องใช้พละกำลังมหาศาลนั้น กรดแลคติกจะเกิดจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานแบบไม่ใช้อากาศ หรือเกิดจากภาวะที่ออกซิเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของกล้ามเนื้อ ภายใต้สภาวะดังกล่าว หากระดับกรดแลกติกของร่างกายลดต่ำลง จะหมายถึงความสามารถด้านความทนทานของกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น
ทำไมจึงช่วยให้ผู้เป็นมะเร็งมีอายุยืนยาว
เราต้องทำความเข้าใจว่ามะเร็งรักษาไม่หายถ้าไม่ตัดทิ้ง มะเร็งหรือเนื้อร้าย ซึ่งเกิดจากเซลล์ทำงานผิดปกติ เพราะอนุมูลอิสระไปสร้างปฎิกริยาเกิดขึ้น ทำให้เซลล์ไม่เสถียร แล้วขยายไปดึงเซลล์อื่นมาอีกจนทำให้มะเร็งขยายตัว ร่างกายจึงทรุดโทรมลงเรื่อยๆ เพราะการดูแลร่างกายของผู้ป่วยมะเร็งไม่ดีพอ ปล่อยให้มะเร็งขยายตัวถึงส่วนที่สำคัญของร่างกาย จนทรมานหรือเสียชีวิต
ดังนั้น ผู้ที่ดูแลสุขภาพดีพอทานอาหารที่มีประโยชน์ มีจิตใจดี เพื่อรักษาเซลล์ดี ที่อยู่รอบข้างเซลล์มะเร็งไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัว ทำให้ร่างกายคุณก็จะไม่อ่อนแอลงไป แอสตาเซนธินจึงเป็นอาหารของเซลล์ชนิดหนึ่ง ที่ช่วยบล็อกให้เซลล์ดีแข็งแรง ลดการขยายตัวของเซลล์ที่เสีย ตามหลักการโภชนาการที่แพทย์สั่ง คือทานอาหารดีๆ ชีวิตจึงเป็นปกติสุขเหมือนเดิม
1 Komentar untuk "สาหร่ายแดง แอสต้าแทนซิน (astaxanthin)"
ดูข้อมูลสาหร่ายแดง จากตรงนี้เข้าใจมากขึ้นเยอะเลยครับ เอามาเทียบกับบทความ astaxanthin ของเว็บอื่นประกอบการตัดสินใจซื้อได้ดีเลย